Tech Stack ที่ผมใช้และเหตุผล
เมื่อลูกค้าถามว่า "คุณใช้เทคโนโลยีอะไรสร้างเว็บ" ผมให้คำตอบสั้นๆ นี่คือคำตอบแบบละเอียด—เหตุผลที่เลือกเครื่องมือเหล่านี้ เมื่อไหร่ควรเลือกอย่างอื่น และทำงานร่วมกันอย่างไร
Stack นี้รองรับงาน 90% ที่ผมสร้าง: เว็บไซต์ เว็บแอป แดชบอร์ด อีคอมเมิร์ซ ระบบแอดมิน พัฒนาเร็ว เร็วสำหรับผู้ใช้ และขยายตัวได้ดี
Framework สำหรับ React ที่มีระบบ routing, server rendering และ API routes ในตัว วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการสร้างแอป React ปี 2026
ทำไมถึงใช้:
- Server-side rendering สำหรับ SEO และโหลดเร็ว
- API routes ในตัว—ไม่ต้องสร้าง backend แยกสำหรับงานง่ายๆ
- File-based routing เข้าใจง่าย
- Developer experience ดีด้วย fast refresh
- App Router (v14+) ทำ layout ซับซ้อนได้ง่าย
เมื่อไหร่ควรใช้อย่างอื่น:
- เว็บแบบ static ธรรมดา → HTML/CSS ล้วนๆ หรือ Astro
- Backend logic ซับซ้อน → แยก Node.js/Python backend
- Mobile app → React Native หรือ Flutter
UI library แบบ component-based ยังคงเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับสร้าง interface แบบ interactive
ทำไมถึงใช้:
- Ecosystem ใหญ่มาก—มี components, libraries, โซลูชันทุกอย่าง
- หาคนที่รู้จักง่าย
- Component model เข้ากับการทำงานจริงของ UI
- Debugging tools ดี (React DevTools)
เมื่อไหร่ควรใช้อย่างอื่น:
- Performance สำคัญมาก → Svelte หรือ Solid
- เว็บง่ายมาก → Plain JavaScript หรือ Alpine.js
JavaScript บวก types จับ bugs ได้ก่อนผู้ใช้จะเจอ
ทำไมถึงใช้:
- จับ bugs ได้ตอน build time
- Autocomplete และ documentation ใน editor ดีกว่า
- Refactoring ปลอดภัยกว่า—compiler บอกว่าอะไรเสีย
- Code เป็น self-documenting—types อธิบายว่า data เป็นแบบไหน
เมื่อไหร่ควรข้าม:
- Prototype หรือ proof of concept เร็วๆ
- Script เล็กมาก
ต้นทุนเริ่มต้นคุ้มค่าสำหรับทุกอย่างที่จะต้อง maintain ต่อ
Database PostgreSQL พร้อม instant APIs, auth และ real-time subscriptions ทางเลือกแทน Firebase ที่ไม่ lock-in
ทำไมถึงใช้:
- PostgreSQL จริง—ไม่ใช่ proprietary ย้ายออกได้
- Auth ในตัว (email, social, magic links)
- Real-time subscriptions สำหรับ live updates
- Storage สำหรับไฟล์และรูปภาพ
- Free tier ใจดี (500MB, 50k users)
- Host ที่สิงคโปร์—latency ต่ำสำหรับไทย
เมื่อไหร่ควรใช้อย่างอื่น:
- Backend logic ซับซ้อน → Custom Node.js/Python backend
- Data แบบ non-relational → MongoDB หรือ Firebase
- Enterprise requirements → AWS RDS หรือ managed Postgres
CSS framework แบบ utility-first เขียน styles ตรงใน HTML ด้วย classes อย่าง p-4 และ flex
ทำไมถึงใช้:
- วิธีที่เร็วที่สุดในการ style components—ไม่ต้องสลับ context
- Responsive design ในตัว (
md:flex-row) - Spacing/color system สม่ำเสมอ
- Production CSS เล็ก (รวมแค่ที่ใช้)
- ไม่ต้องถกเรื่องการตั้งชื่อ—classes บอกว่าทำอะไร
เมื่อไหร่ควรใช้อย่างอื่น:
- มี design system อยู่แล้ว → ใช้ CSS framework ของพวกเขา
- Theming ซับซ้อนมาก → CSS-in-JS อย่าง Styled Components
Platform hosting ที่สร้างมาสำหรับ Next.js Push ไป GitHub แล้วเว็บ deploy อัตโนมัติ
ทำไมถึงใช้:
- Zero-config deployments สำหรับ Next.js
- Edge network—เร็วทั่วโลก
- Preview deployments สำหรับทุก PR
- Free tier ใจดี (100GB bandwidth)
- Analytics, monitoring ในตัว
เมื่อไหร่ควรใช้อย่างอื่น:
- คิดเรื่องต้นทุนตอน scale → Cloudflare Pages
- ต้องการ control มากกว่า → DigitalOcean/AWS
- เว็บแบบ static → Cloudflare Pages หรือ Netlify
เครื่องมือเสริม
- Cloudflare: CDN, DNS, DDoS protection - Free tier รองรับส่วนใหญ่
- GitHub: Code hosting, version control - มาตรฐาน
- Figma: รับ design จากลูกค้า
- Stripe/Omise: ชำระเงิน - Stripe สำหรับต่างประเทศ, Omise สำหรับไทย
- Resend: Transactional emails - เรียบง่าย เป็นมิตรกับ developer
- Sentry: Error tracking ใน production
ทำไมถึงเลือก Stack นี้
สามสิ่งที่ขับเคลื่อนการเลือกของผม:
- Developer velocity: สร้างได้เร็วโดยไม่ต้องสู้กับเครื่องมือ
- User performance: เว็บเร็ว เพจเร็ว conversion ดีกว่า
- Maintainability: TypeScript และ architecture ดีหมายความว่าลูกค้าสามารถจ้าง developer คนอื่นมาต่อได้
Stack นี้สร้างอะไรได้บ้าง
- เว็บไซต์การตลาดพร้อม CMS
- ร้านค้าอีคอมเมิร์ซ
- แอปพลิเคชัน SaaS
- แดชบอร์ดแอดมิน
- พอร์ทัลลูกค้า
- เครื่องมือธุรกิจภายใน
- แอป collaborative แบบ real-time
- Web apps แบบ mobile-first (PWA)
พูดง่ายๆ: ถ้ารันใน browser และต้องการ database stack นี้จัดการได้ดี